14 พฤศจิกายน วันเบาหวานโลก

 เบาหวาน 

 

 

                เดิมทีตั้งใจจะเขียนเรื่องหลักการลดน้ำหนักอย่างถูกวิธีในบทความนี้ครับ แต่เนื่องจากใกล้เคียงกับเหตุการณ์สำคัญ ซึ่งก็คือวันเบาหวานโลก ในวันที่ 14 พฤศจิกายน นี้ เลยต้องขออนุญาตเขียนถึงบทความเรื่องเบาหวานกันก่อนดีกว่า ท่านผู้อ่านจะได้อินเทรนด์กันโดยถ้วนหน้า (สัญญาว่าจะเขียนเรื่องหลักการลดน้ำหนักอย่างถูกต้องในบทความหน้าแน่นอนครับ)

                สำหรับรายละเอียดของโรคเบาหวานท่านที่สนใจสามารถหาอ่านได้จาก เว็บไซต์ “ยาแอนด์ยู” ในส่วนของบทความเรื่องเบาหวานกันได้เลยครับ รับรองว่าได้ข้อมูลเกี่ยวกับโรคเบาหวานที่ท่านต้องการแน่นอน สำหรับประเด็นของบทความฉบับนี้ ผมขอนำเสนอในแง่มุมอื่นๆของโรคเบาหวาน รวมทั้งสถานการณ์ล่าสุดของยารักษาโรคเบาหวานที่มีการถูกเพิกถอนตำรับยาโดยสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา หรือ อย. ของเราไปแล้วนั่นเองครับ

                เบื้องต้นเรามาดูถึงประวัติความเป็นมาของโรคเบาหวานก่อนดีกว่าครับ เพราะหลายๆท่านน่าจะยังไม่ทราบว่าโรคเบาหวานนี้มีที่ไปที่มาเป็นอย่างไร ซึ่งจากหลักฐานที่มีการบันทึกไว้ในประวัติศาสตร์ พบว่าโรคเบาหวานนี้ค้นพบมาตั้งแต่เมื่อเกือบ 3,000 ปี ที่แล้วครับ ซึ่งผู้บันทึกเป็นชาวอียิปต์โบราณได้กล่าวไว้ในกระดาษปาปิรุสถึงกลุ่มอาการที่สอดคล้องกับภาวะของผู้ป่วยที่เป็นเบาหวานในปัจจุบัน แต่ยังไม่ได้มีการตั้งชื่อแต่ประการใด จวบจนกระทั่ง อีก 1,000 ปีต่อมา นักปราชญ์ชาวกรีกซึ่งมีชื่อว่า Araetus จึงเป็นผู้ตั้งชื่อให้กับโรคนี้ว่า “Diabetes” (อ่านว่า ได-อะ-บี-ทีส ครับ) เป็นภาษากรีกซึ่งแปลว่าผ่านออกมา และต่อมาในปี ค.ศ.1675 คุณหมอชาวอังกฤษซึ่งมีชื่อว่า โทมัส วิลลิส ได้เป็นคนที่ผนวกเอาคำว่า ทำ Mellitus (อ่านว่า มิล-ลิ-ตัส ครับ) ที่แปลว่าน้ำผึ้งหวานเข้าด้วยกัน ทำให้เบาหวาน มีชื่อเรียกเต็มๆทางการแพทย์ว่า Diabetes Mellitus  หรือเรียกสั้นๆว่า DM ตามที่บุคลากรการแพทย์ในสมัยนี้นิยมเรียกกันจนติดปากเลยทีเดียว

                สำหรับสถานการณ์ของโรคเบาหวานในปัจจุบันนั้นถือว่าค่อนข้างน่าเป็นห่วงมากทีเดียวครับ เพราะจากข้อมูลขององค์การอนามัยโลกหรือ WHO ได้มีการคาดการณ์กันไว้ว่า ในอีกประมาณ 20 ปีข้างหน้า ผู้ป่วยโรคเบาหวานในประเทศไทยจะเพิ่มขึ้นเป็นเกือบ 3 ล้านคน พอดูตัวเลขแล้วก็น่าตกใจไม่ใช่น้อยนะครับท่านผู้อ่าน เพราะไม่คิดว่าคนไทยจะเป็นโรคเบาหวานกันมากขนาดนี้ ยิ่งถ้านึกถึงค่าใช้จ่ายทางสาธารณสุขที่เกิดขึ้นจากการที่ต้องดูแลผู้ป่วยในแต่ละรายด้วยแล้วละก็ยิ่งเศร้าใจครับเพราะค่าใช้จ่ายที่เกิดขึ้นจากการประมาณการโดยสถาบันวิจัยระบบสาธารณสุขแห่งประเทศไทยได้นั้นเป็นหลักหมื่นล้านเลยทีเดียวซึ่งถ้านำค่าใช้จ่ายส่วนนี้ไปใช้ในการพัฒนาประเทศชาติในด้านอื่นคงดีมิใช่น้อย

 

 

 

ดังนั้นพวกเราที่ยังแข็งแรงควรหันมาสนใจตัวเอง ดูแลสุขภาพ รับประทานอาหารที่มีประโยชน์ ลดการบริโภคอาหารที่มีแป้งและน้ำตาลปริมาณมากลงบ้าง และหมั่นตรวจสุขภาพอย่างน้อยปีละ 1 ครั้ง (อันนี้สำหรับผู้ที่มีอายุตั้งแต่ 30 ปีขึ้นไปครับ)

สุดท้ายนี้ยังมีข่าวคราวความคืบหน้าของการเพิกถอนทะเบียนตำรับยารักษาเบาหวานที่มีชื่อว่า Rosiglitazone มาฝากท่านผู้อ่านด้วยเนื่องจาก ทางสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยาแห่งประเทศไทย พร้อมกับสำนักยาแห่งยุโรปรวม 27 ประเทศรวมทั้ง ซูดาน อียิปต์ และอินเดีย ได้พร้อมใจกันถอนทะเบียนตำรบยานี้ออกจากท้องตลาดแล้วครับเนื่องจากพบว่าอาจเพิ่มความเสี่ยงต่อการเกิดกล้ามเนื้อหัวใจตาย ซึ่งขณะนี้ ทางอย.กำลังอยู่ในระหว่างดำเนินการเพื่อขอความร่วมมือจากผู้ผลิตและผู้นำเข้าระงับการจำหน่ายยาดังกล่าวครับ

 

เรียบเรียงโดย

เภสัชกรศรายุทธ  ทัฬหิกรณ์

มูลนิธิเพื่อการวิจัยและพัฒนาระบบยา

Post  เมื่อวันที่ 14/11/10

 

เอกสารอ้างอิง

1. Ahmed AM, “History of diabetes mellitus”, Saudi Med J. 2002 Apr;23(4):373-8. view 12 November 2010 <http://www.ncbi.nlm.nih.gov/pubmed/11953758>

2. “WHO  Facts &figure” view 12 November 2010 <http://www.who.int/diabetes/facts/world_figures/en/index5.html>

3. ผู้จัดการ Online, “ด่วน! อย.เรียกคืนยา Rosiglitazone เพราะไม่ปลอดภัย”  view 9 November 2010 <http://manager.co.th/Qol/ViewNews.aspx?NewsID=9530000158150>