โรคบาดทะยัก และวัคซีนป้องกันบาดทะยัก

 วัคซีน  โรคติดเชื้อ และ โรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ 

โรคบาดทะยักอันตรายอย่างไร

โรคบาดทะยักเกิดจากเชื้อแบคทีเรียชนิดหนึ่งเป็นโรคติดเชื้อที่ร้ายแรงจากการได้รับสารพิษของเชื้อบาดทะยักที่มีชื่อว่า คลอสตริเดียม เตตานี (Clostridium tetani) ซึ่งมีอยู่ทั่วไปในสิ่งแวดล้อมและมักเข้าสู่ร่างกายทางบาดแผล เมื่อร่างกายได้รับเชื้อทำให้เกิดอาการที่พบมากที่สุดคือ กล้ามเนื้อแข็งเกร็ง  กล้ามเนื้อกระตุกหดเกร็ง ความตึงของกล้ามเนื้อมักจะเกี่ยวข้องกับขากรรไกรและลำคอ ส่งผลให้การหายใจ การอ้าปาก การกลืนลำบาก  จึงมีชื่อเรียกอีกอย่างว่า โรคขากรรไกรแข็ง (Lockjaw) และอาการอื่นๆของโรคบาดทะยักอาจรวมถึง อาการปวดหัว  มีไข้  เหงื่อออก  กล้ามเนื้อแข็ง  การชัก (การเคลื่อนไหวผิดปกติหรือพฤติกรรมที่ผิดปกติ) ความดันโลหิตสูงและมีอัตราการเต้นของหัวใจเร็วกว่าปกติ  ลักษณะอาการแสดงของโรคบาดทะยักโดยทั่วไปจะแปรผันขึ้นอยู่กับระดับของภูมิคุ้มกันร่างกาย จำนวนของเชื้อที่มีอยู่ อายุและสุขภาพทั่วไปของผู้ป่วย ซึ่งพบอัตราการเสียชีวิตประมาณร้อยละ 10 ถึง 20 ( ใน 100 คน มีผู้เสียชีวิต 10-20 คน )

โรคบาดทะยักติดต่อกันได้หรือไม่

โรคบาดทะยักไม่ใช่โรคติดต่อผ่านคนสู่คน จากการสัมผัสหรือจูบ แต่แบคทีเรียที่เป็นสาเหตุของโรคบาดทะยัก จะเข้าสู่ร่างกายผ่านผิวหนังที่มีการแตกหรือเปิด เช่น มีบาดแผล เล็บหลุด ผิวหนังเปิดจากความร้อน เป็นต้น

หากติดเชื้ออาการแสดงของโรคเกิดขึ้นเมื่อไร

ระยะฟักตัว  เวลาจากการสัมผัสกับเชื้อโรค ปกติมักเกิดขึ้นระหว่าง 3 ถึง 21 วัน (เฉลี่ย 10 วัน) หรืออาจมีระยะตั้งแต่วันที่หนึ่งถึงหลายเดือนขึ้นอยู่กับชนิดของบาดแผล  ส่วนใหญ่มักเกิดขึ้นภายใน 14 วัน โดยทั่วไปแล้วระยะฟักตัวจะสั้นหรือยาวอาจสังเกตได้จากบาดแผลที่มีการปนเปื้อนเชื้อว่าดีขึ้นหรือแย่ลง

วัคซีนป้องกันโรคบาดทะยักคืออะไร

วัคซีนป้องกันโรคบาดทะยักทำมาจากเชื้อและพิษของเชื้อที่เป็นสาเหตุของโรคบาดทะยัก ซึ่งทำให้หมดความสามารถในการก่อโรคจากกระบวนการการผลิต ให้ได้เป็นวัคซีนที่มีความปลอดภัยไม่มีเชื้อโรคที่มีชีวิตผสมอยู่ วัคซีนนี้มีประสิทธิภาพและความปลอดภัยสูงในการป้องกันโรค หากได้รับครบถ้วนตามช่วงเวลาที่กำหนดสามารถป้องกันโรคได้ร้อยละ100 (เมื่อได้รับวัคซีนครบจำนวน 100 คนสามารถป้องกันโรคได้ 100 คน)

วัคซีนป้องกันโรคบาดทะยักมีกี่ชนิด

          ที่แนะนำให้ใช้ในการป้องกันโรคบาดทะยักปัจจุบันมีอยู่ 4 ชนิด   ซึ่งแต่ละชนิดจะรวมกับวัคซีนสำหรับโรคอื่นอยู่ด้วย และแต่ละชนิดจะแตกต่างกันขึ้นกับชนิดของเชื้อโรคที่นำมาผลิตเป็นวัคซีน ดังนี้

  1. วัคซีนป้องกันโรคคอตีบและโรคบาดทะยัก (DT)  : Diphtheria and tetanus vaccines
  2. วัคซีนป้องกันโรคคอตีบ โรคบาดทะยัก และโรคไอกรน(DTaP)  : Diphtheria, tetanus, and pertussis (whooping cough) vaccines
  3. วัคซีนป้องกันโรคบาดทะยักและโรคคอตีบ (Td)  : Tetanus and diphtheria vaccines
  4. วัคซีนป้องกันโรคบาดทะยัก โรคคอตีบและโรคไอกรน (Tdap) : Tetanus, diphtheria, and pertussis vaccines

ทำไมต้องฉีดวัคซีนบาดทะยัก

เนื่องจากเชื้อบาดทะยักมีการแพร่กระจายปนเปื้อนในสิ่งแวดล้อมทั่วไป หากเกิดบาดแผลตามร่างกายทุกคนมีโอกาสสัมผัสเชื้อโรคได้ตลอดเวลา ฉะนั้นหากร่างกายได้รับวัคซีนป้องกันบาดทะยักที่ถูกต้อง ร่างกายก็จะมีภูมิต้านทานเชื้อบาดทะยักที่เหมาะสม  ส่งผลให้เชื้อโรคดังกล่าวไม่สามารถก่ออาการของโรคบาดทะยักที่จะส่งผลร้ายต่อร่างกายได้

เด็กสามารถฉีดวัคซีนได้หรือไม่

  1. สำหรับเด็กทารกอายุ 2 เดือนขึ้นไปชนิดวัคซีนที่มีข้อมูลแนะนำให้ใช้ได้คือ DTaP และ DT
  2. สำหรับเด็กอายุต่ำกว่า 7 ปี กับเด็กโตและผู้ใหญ่ ชนิดวัคซีนที่มีข้อมูลแนะนำให้ใช้ได้คือ Tdap และ Td

หญิงตั้งครรภ์สามารถให้วัคซีนได้หรือไม่

            หากหญิงตั้งครรภ์มีประวัติได้รับวัคซีนครบถ้วนก่อนการตั้งครรภ์  แต่ไม่เกิน 10 ปี ไม่จำเป็นต้องได้รับวัคซีนอีกขณะตั้งครรภ์

หากหญิงตั้งครรภ์ไม่มีประวัติได้รับวัคซีน  หรือได้รับแต่ไม่ครบ  หรือได้รับวัคซีนครบแต่เกิน 10 ปี ควรได้รับวัคซีนในช่วงอายุครรภ์สัปดาห์ที่ 27 ถึง 36 ของการตั้งครรภ์

แต่ในประเทศสหรัฐอเมริกาแนะนำให้หญิงตั้งครรภ์ทุกรายควรได้รับวัคซีนในช่วงอายุครรภ์สัปดาห์ที่ 27 ถึง 36 ของการตั้งครรภ์  โดยไม่สนว่าจะมีประวัติหรือไม่มีประวัติการได้รับวัคซีนมาก่อนหรือไม่

ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับแพทย์หรือบุคคลากรทางการแพทย์เป็นผู้พิจารณาถึงความเหมาะสมอีกครั้ง

เมื่อไรถึงต้องฉีดวัคซีนบาดทะยัก

  1. เด็กทุกคนที่ไม่มีข้อห้ามใช้ ควรได้รับวัคซีนป้องกันตามช่วงอายุที่กำหนดตามแผนการให้วัคซีนป้องกันโรคบาดทะยักตามที่กระทรวงสาธารณสุขกำหนด
  2. ทุกคนที่มีบาดแผลเปิดสกปรกจากของมีคมหรือไม่มีคม รวมถึงสัตว์กัดหรือทำร้ายทำให้เกิดบาดแผลสกปรก  และมีโอกาสปนเปื้อนหรือติดเชื้อโรคบาดทะยัก
  3. หญิงตั้งครรภ์ที่ไม่มีประวัติหรือมีประวัติการได้รับวัคซีนครบมาก่อน

ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับการประเมินความเหมาะสมของเจ้าหน้าที่ทางการแพทย์หรือเจ้าหน้าที่ทางด้านสาธารณสุขที่เกี่ยวข้องกับการใช้วัคซีนร่วมด้วยเป็นต้น

ข้อห้ามและข้อควรระวังในการรับวัคซีน

  1. ผู้ที่มีประวัติแพ้วัคซีนหรือแพ้ส่วนประกอบของวัคซีน
  2. ผู้ที่มีอาการไข้ ควรเลื่อนวันฉีดวัคซีน
  3. มีอาการชักหรือปัญหาระบบประสาทอื่น ควรแจ้งให้แพทย์ทราบก่อนรับวัคซีน
  4. เคยมีอาการที่เรียกว่ากลุ่มอาการกูเลนแบร์ : Guillian-Barré Syndrome (GBS) เป็นภาวะระบบภูมิคุ้มกันของร่างกายทำร้ายระบบประสาทส่วนปลายของร่างกายตัวเอง ทำให้มีอาการกล้ามเนื้ออ่อนแรง เป็นต้น

หากมีอาการหรือประเด็นดังที่กล่าวมาข้างต้นนี้แนะนำให้รายงานแพทย์ทราบก่อนได้รับวัคซีน

หากต้องการฉีดวัคซีนป้องกันโรคบาดทะยักควรฉีดกี่ครั้ง และหากไปช้าหรือเร็วกว่าวันนัดได้หรือไม่

            กรณีฉีดวัคซีนเพื่อป้องกันโรคในเด็กทารกหลังคลอด ควรฉีดทั้งหมด 4-5 ครั้ง โดยมีแผนระยะเวลาการ

 

ฉีดดังนี้

 

  • เข็มที่ 1 ตอนอายุ 2 เดือน
  • เข็มที่ 2 ตอนอายุ 4 เดือน
  • เข็มที่ 3 ตอนอายุ 6 เดือน
  • เข็มที่ 4 ตอนอายุ 1 ปี
  • เข็มที่ 5 ช่วงอายุ 4-6 ปี 

 

หากมีความจำเป็นต้องเลื่อนวันนัดรับวัคซีน  แนะนำให้มาหลังวันนัดแทนการมาก่อนวันนัดหากเป็นไปได้ควรมาให้ตรงวันนัดช่วงเข็มที่ 1 และ 2 จะดีที่สุด 

กรณีเด็กที่มีอายุ 7 ปีขึ้นไป และผู้ใหญ่ที่ไม่เคยมีประวัติได้รับวัคซีนมาก่อน หรือต้องได้รับวัคซีนครั้งแรก จะต้องฉีดวัคซีนทั้งหมด 3 เข็ม ตามวันและเวลาที่กำหนด ดังนี้

และเมื่อฉีดครบ 3 เข็ม  ควรฉีดกระตุ้นซ้ำ 1 เข็มทุก 10 ปี

เมื่อฉีดวัคซีนแล้วสามารถเกิดผลข้างเคียงอะไรบ้างและควรแก้ปัญหาอย่างไร

            เมื่อได้รับวัคซีนป้องกันโรคบาดทะยัก อาจพบข้างเคียงซึ่งสามารถดีขึ้นได้ภายใน 2-3 วัน

อาการที่มักเกิดขึ้นได้บ่อยๆ  มีดังนี้

  1. อาจมีอาการ ปวด บวม แดง ร้อน บริเวณที่ฉีดวัคซีน  หากมีอาการรุนแรงจนทนไม่ได้  แนะนำแก้ปัญหาดังกล่าวโดยการประคบด้วยความเย็น
  2. อาจมีอาการไข้ตัวร้อน ปวดหัว เมื่อยเนื้อเมื่อยตัวปวดตามข้อ คลื่นไส้ อาเจียนหลังจากได้รับวัคซีน แนะนำแก้ปัญหาด้วยการรับประทานยาตามอาการ เช่น  แก้ปวดลดไข้ หรือเช็ดตัวเพื่อระบายความร้อน
  3. อาจเกิดอาการแพ้วัคซีน เช่น ผื่นขึ้น หายใจติดขัด หายใจไม่สะดวก เป็นต้น แนะนำแก้ปัญหาโดยกลับไปพบแพทย์หรือเจ้าหน้าที่ที่ฉีดวัคซีน  เพื่อดำเนินการแก้ไขต่อไป

วัคซีนป้องกันโรคบาดทะยัก สามารถป้องกันได้กี่ปี

หากต้องให้วัคซีนบาดทะยักร่วมกับวัคซีนอื่นได้หรือไม่

          สามารถให้พร้อมกันในวันเดียวได้  แต่ควรแยกเข็มแยกตำแหน่งที่ฉีดในกรณีที่วัคซีนไม่ได้อยู่ในหลอดหรือขวดยาเดียวกัน 

การฉีดวัคซีนป้องกันโรคบากทะยักในผู้ที่มีบาดแผลที่เสี่ยงต่อการติดเชื้อควรทำอย่างไร

ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับแนวทางและการพิจารณาจากแพทย์หรือบุคคลากรทางการแพทย์เป็นผู้พิจารณาถึงความเหมาะสมอีกครั้ง

 

เรียบเรียงโดย

เภสัชกรกุญชร     เหรียญทอง

19 ธันวาคม 2561

อ้างอิง

  1. Demicheli V., Barale A. and Rivetti A. Vaccines for women for preventing neonatal tetanus.  Cochrane Database Syst Rev. 2015 Jul 6;(7):CD002959.
  2. CDC.gov [Internet].The Centers for Disease Control and Prevention Tetanus Vaccination; [updated 2018 August 7; cited 2018 Dec 1].  Available from: https://www.cdc.gov/tetanus/vaccination.html.
  3. Liang JL., Tiwari T., Moro P., Messonnier NE., Reingold A., et al.  Prevention of Pertussis, Tetanus, and Diphtheria with Vaccines in the United States: Recommendations of the Advisory Committee on Immunization Practices (ACIP). MMWR Recomm Rep. 2018 Apr 27;67(2):1-44.
  4. Cochranelibrary.com [Internet].John Wiley & Sons C2000 - 2018, [updated 2018 August 7; cited 2018 Dec 4].  Vaccines for women for preventing neonatal tetanus.  Available from: https://www.cochranelibrary.com/cdsr/doi/10.1002/14651858.CD002959.pub4/full?highlightAbstract=withdrawn%7Ctetanus.