top


รายนามผู้บริจาคเงินสนับสนุนมูลนิธิ : ศาสตราจารย์ นพ.เกษม วัฒนชัย: คุณ สุธี มีนชัยนนท์ : คุณ สุชาติ เศรษฐีวรรณ : คุณ ยง สุขสุดประเสริฐ : คุณ สมเกียรติ เหล่าทวีสุข : คุณ สมเกียรติ สภาสกุลวนิช : ดร. ไกรสร จันศิริ : คุณ ไพโรจน์ จิรชนานนท์ : คุณ กิตติ กาญจนเสวี : คุณ ตรีโรจน์ มหะนาวานนท์ : คุณ ปรีชา - คุณ ศรีนวล อนันตโชติ : บ. เอช.ไอ.เอ็ม. เอ็นจีเนียริ่ง จำกัด : คุณ พวงทิพย์ เฟื่องฟูสกุล : รศ.ดร.เสาวคนธ์ รัตนวิจิตราศิลป์ : คุณ ตง ธีระนุสรณ์กิจ : คุณ วินัย บุญอยู่ : คุณ ชูศักดิ์ วีระชาติสกุลชัย : คุณ รังสรรค์ รัตนพันธ์ : ภญ. กรวรรณ เอกเวทการย์
ยากับคุณ ยากับคุณ สุขภาพเด็ก ระดับน้ำตาลในเลือด (FBS)

ระดับน้ำตาลในเลือด (FBS)

ค่าทางห้องปฏิบัติการ : Fasting blood sugar; FBS

ชื่ออื่นๆ : Blood sugar, Fasting blood glucose (FBG), Fasting plasma  glucose( FPG), Blood glucose

 

ค่าทางห้องปฏิบัติการนี้คืออะไร
การตรวจ Fasting blood sugar (FBS) คือ การตรวจระดับน้ำตาลในเลือดหลังจากอดอาหาร 8 ชม. [โดยสามารถดื่มน้ำได้ตามปกติ] เพื่อใช้ในการคัดกรอง และวินิจฉัยผู้ที่มีอาการแสดงหรือมีปัจจัยเสี่ยงเป็นเบาหวาน นอกจากนั้นใช้ติดตามระดับน้ำตาลในเลือด เพื่อประเมินผลการรักษา และตรวจป้องกันระดับน้ำตาลในเลือดสูง [hyperglycemia] หรือระดับน้ำตาลในเลือดต่ำ [hypoglycemia] เกินไปในผู้ป่วยเบาหวาน

การตรวจ FBS สำคัญอย่างไรผู้ชายเวียนศีรษะ
การตรวจระดับน้ำตาลในเลือดหลังอดอาหาร 8 ชม. (FBS) เป็นการบอกระดับน้ำตาลที่อยู่ในเลือดโดยปกติแล้ว หลังจากการรับประทานอาหาร ร่างกายจะดูดซึมที่ลำไส้เล็กและนำไปใช้ทั่วร่างกาย โดยน้ำตาลกลูโคส (glucose) เป็นแหล่งพลังงานแรกที่ร่างกายนำไปใช้ โดยเฉพาะอวัยวะสำคัญคือ ระบบสมองและระบบประสาท ซึ่งฮอร์โมนที่เป็นตัวนำ น้ำตาลไปให้ร่างกายใช้เป็นพลังงานได้นั้นคือ ฮอร์โมนอินซูลิน แต่หากร่างกายขาดฮอร์โมนอินซูลินนี้หรือดื้อต่ออินซูลิน (insulin resistance) ซึ่งพบในผู้ป่วยเบาหวาน จะทำให้น้ำตาลอยู่ในกระแสเลือด ไม่สามารถนำไปให้อวัยวะต่างๆในร่างกายใช้ได้ ซึ่งการมีระดับน้ำตาลในกระแสเลือดสูงเป็นเวลานาน ทำให้ส่งผลต่อโรคแทรกซ้อน เช่น ตาเสื่อม ไตเสื่อม โรคหลอดเลือดหัวใจ และระบบประสาทเสื่อมตามมา หากร่างกายมีระดับน้ำตาลต่ำมาก สามารถอันตรายต่อสมองและระบบประสาทถูกทำลาย และอาจมีผลต่อชีวิตได้ ดังนั้นการตรวจวัดระดับน้ำตาลด้วยวิธีนี้ จึงสามารถบอกถึงระดับน้ำตาลที่ถูกต้องในช่วงเวลานั้นๆได้ เพื่อป้องกันและแก้ไขปัญหาต่างๆได้ทันท่วงที


ตรวจบ่อยแค่ไหน
การตรวจ FBS นี้ใช้ตรวจคัดกรองผู้ที่มีความเสี่ยงการเป็นเบาหวาน เนื่องจากภาวะโรคนี้อาจจะไม่แสดงอาการให้เห็นเด่นชัด หรืออาจไม่แสดงอาการของโรคให้ทราบก่อน (asymptomatic) สำหรับผู้ที่มีความเสี่ยงเป็นเบาหวาน เช่น มีประวัติครอบครัวเป็นเบาหวาน น้ำหนักเกินหรืออ้วน (BMI≥25 kg/m²) และอายุ 45 ปีขึ้นไป เป็นต้น ควรตรวจประจำปี รวมถึงผู้ที่แสดงอาการน้ำตาลในเลือดสูง หรือน้ำตาลในเลือดต่ำ  [สามารถอ่านเพิ่มเติมได้ที่ เว็บไซด์ yaandyou หัวข้อ “รอบรู้เรื่องโรค เบาหวาน” ]

หากผลการตรวจปกติ น้อยกว่า 100 mg/dL (หน่วยมิลลิกรัมต่อเดซิลิตร) ให้ตรวจอย่างน้อยทุกๆ 3 ปี หรือตามดุลยพินิจของแพทย์ หรือหากพบมีความเสี่ยงเป็นเบาหวาน (prediabetes) ให้ตรวจทุกๆ 1 ปี


ค่า FBS แปลผลอย่างไร

 

ผู้ที่ตรวจ FBS เพื่อการคัดกรองเบาหวาน

ค่าปกติ     ผู้ไม่เป็นเบาหวาน

=      น้อยกว่า 100 mg/dL

ผู้มีความเสี่ยงเป็นเบาหวาน

=      100 ถึง 125 mg/dL 

ผู้เป็นเบาหวาน

=      มากกว่าหรือเท่ากับ 126 mg/dL

 

สำหรับผู้ที่เป็นเบาหวาน ค่าเป้าหมาย FBSในการรักษา
ช่วงระหว่าง  70 ถึง 130 mg/dL 

 
ค่าผิดปกติ

        1.  ค่าน้อยกว่าปกติ คือ น้อยกว่าหรือเท่ากับ 60 mg/dL 

          คือภาวะระดับน้ำตาลในเลือดต่ำ (hypoglycemia) อาจแสดงอาการหรือไม่แสดงอาการได้ แต่อันตรายต่ออวัยวะต่างๆ ของร่างกายโดยเฉพาะสมองและระบบประสาทและอาจถึงชีวิตได้ หากแสดงอาการ เช่น เหงื่อออก (Sweating), หิว, ตัวสั่น (Trembling), วิตกกังวล (Anxiety), สับสน (Confusion), ตาพร่ามัว (Blurred Vision) และหากระดับน้ำตาลในเลือดต่ำมาก อาจจะเป็นลม (fainting) และหมดสติได้ (unconsciousness)


สามารถเกิดมาจากสาเหตุดังนี้

  • อาจเกิดสภาวะ Insulinoma เกิดจากการผลิตอินซูลินออกมามากเองโดยอัตโนมัติ
  • อาจเกิดสภาวะ Hypothyroidism ต่อมไทรอยด์ทำงานน้อยเกินไป ทำให้เกิดการเผาผลาญกลูโคสได้มากเกินไปจนทำให้ระดับน้ำตาลในเลือดต่ำตลอดเวลา
  • อาจเกิดจากมีภาวะโรคตับ โรคไต โรคหัวใจ หรือติดเชื้อ อย่างรุนแรง (Critical illnesses)
  • อาจเกิดจากการได้รับยาอินซูลินมากเกินขนาด ให้พิจารณาว่าฉีดอินซูลินผิดขนาดหรือไม่ หรือเป็นช่วงที่ได้รับการปรับเปลี่ยนขนาดยาอินซูลินมากขึ้นจากแพทย์ แม้ว่าจะรับประทานอาหารในปริมาณตามปกติก็ตาม ให้พิจารณาปรึกษาแพทย์เพื่อปรับเปลี่ยนให้เหมาะสมต่อไป
  • อาจเกิดจากการ อดอาหาร หรือรับประทานอาหารน้อยลงกว่าเดิม
  • อาจเกิดจากการได้รับยาลดระดับน้ำตาลเกิดขนาดที่แพทย์สั่ง หรือรับประทานร่วมกับยา หรือสมุนไพรบางชนิด หรือแอลกอฮอล์ร่วมด้วย ดังนั้นหากได้รับยาหรือสมุนไพรหรือวิตามินที่จำเป็นอื่นๆเพิ่ม ให้พิจารณาแจ้งแพทย์ผู้รักษาก่อนรับประทานเสมอ เพื่อใช้ในการประเมินการปรับเปลี่ยนขนาดและชนิดการรักษาโรคเบาหวานให้เหมาะสมต่อไป

การจัดการ

  • บรรเทาอาการของภาวะน้ำตาลในเลือดต่ำ สำหรับผู้ที่มีอาการแสดงและมีสติรับรู้ได้ คือ จิบน้ำหวานผสมน้ำ ค่อยๆจิบจนอาการดีขึ้น หรือ อมลูกอม ซึ่งในผู้ป่วยเบาหวานควรพกลูกอมไว้ติดตัว เพื่อป้องกันภาวะน้ำตาลในเลือดต่ำ แต่หากเป็นบ่อยต้องแจ้งแพทย์เพื่อหาสาเหตุต่อไป
  • แต่สำหรับผู้ป่วยไม่มีสติ หรือแสดงอาการรุนแรง ผู้ดูแลต้องรีบพาส่งโรงพยาบาลโดยด่วน พร้อมนำยาที่ผู้ป่วยได้รับไปด้วยทั้งหมดเพื่อเป็นการดูแลผู้ป่วยต่อเนื่องต่อไป
  • หาสาเหตุ พร้อมทั้งจัดการสาเหตุตามข้างต้น หากไม่ดีขึ้นให้พบแพทย์ของหวาน


       2.  ค่ามากกว่าปกติ 

2.1    สำหรับผู้ที่ตรวจคัดกรองครั้งแรก

2.1.1    ค่าช่วง 100 ถึง 125 mg/dL

  • แสดงโอกาสมีความเสี่ยงการเป็นเบาหวานในอนาคต
การจัดการ
    • ลดน้ำหนักด้วยวิธีที่เหมาะสม เพิ่มการทำกิจกรรมต่างๆ อย่างน้อย 30 นาทีต่อวัน   5 ครั้งต่อสัปดาห์ เช่น การออกกำลังกาย การเดินเร็ว ซึ่งควรเป็นกิจกรรมที่เหมาะสมในแต่ละบุคคล
    • ปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการรับประทานอาหาร โดยลดอาหาร ประเภทให้พลังงาน เช่น คาร์โบไฮเดรต [ข้าว ขนมปัง ก๋วยเตี๋ยว ขนมหวาน น้ำตาล แอลกอฮอล์], อาหารไขมัน [กะทิ นม เนย ไขมันสัตว์ ข้าวขาหมู ข้าวมันไก่] เป็นต้น
    • ปรึกษาแพทย์ผู้รักษาเพื่อพิจารณาแนวทางการรักษา และเพื่อตรวจติดตามอย่างต่อเนื่องอย่างน้อยปีละ 1 ครั้งต่อไป

2.1.2    ค่าช่วงมากกว่าหรือเท่ากับ 126 mg/dL

สามารถเกิดมาจากสาเหตุดังนี้

  • มีภาวะเป็นเบาหวาน [ค่าดังกล่าวจะมีการตรวจยืนยันผลด้วยการวัดมากกว่า 1 ครั้ง หรือการตรวจ HbA1c (Hemoglobin A1c) ร่วมด้วย เพื่อยืนยันผลการตรวจวินิจฉัยจากแพทย์เสมอ] อาจแสดงอาการของโรคหรือไม่ก็ได้ เช่น หิวน้ำมาก และปัสสาวะบ่อยกว่าปกติ เหนื่อยง่าย ตาพร่ามัว ปวดหัว หากมีแผลเปิดพบว่าแผลหายช้าผลไม้ต่างๆ
  • อาจเกิดจากความเครียด ภาวะอารมณ์มีบทบาทในการเพิ่มขึ้นของระดับน้ำตาลในร่างกาย
  • อาจเกิดจากภาวะโรค (acute stress) การติดเชื้อ หรือผ่าตัด มีผลทำให้ระดับน้ำตาลในเลือดสูงขึ้นอย่างรวดเร็วในช่วงเวลาหลายๆชั่วโมง
  • ภาวะไทรอยด์สูง, โรคไตเรื้อรัง, ตับอ่อนอักเสบ (pancreatitis), Cushing’s syndrome, acromegaly
  • ยาบางชนิด เช่น สเตียรอยด์ เป็นต้น ดังนั้นหากท่านได้รับยา หรือสมุนไพรใดๆอยู่ ให้แจ้งแพทย์ให้ทราบทุกครั้ง

การจัดการ
  • สอบถามหรือพบแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ พร้อมแจ้งสาเหตุที่คาดว่าเป็นสาเหตุของท่านให้แพทย์ทราบด้วย เพื่อทำการวินิจฉัยและทำการรักษาให้เหมาะสมต่อไป

2.2    สำหรับผู้ที่เป็นเบาหวาน

  • ค่าช่วงมากกว่า 130 mg/dL
    •  อาจแสดงอาการของโรคหรือไม่ก็ได้ เช่น หิวน้ำมาก และปัสสาวะบ่อยกว่าปกติ เหนื่อยง่าย ตาพร่ามัว ปวดหัว หากมีแผลเปิดพบว่าแผลหายช้า

การจัดการ

      • ลดน้ำหนักด้วยวิธีที่เหมาะสม เพิ่มการทำกิจกรรมต่างๆ อย่างน้อย 30 นาทีต่อวัน 5 ครั้งต่อสัปดาห์ เช่น การออกกำลังกาย การเดินเร็ว ซึ่งควรเป็นกิจกรรมที่เหมาะสมในแต่ละบุคคล
      • และ ปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการรับประทานอาหาร โดยลดอาหาร ประเภทให้พลังงาน เช่น คาร์โบไฮเดรต [ข้าว ขนมปัง ก๋วยเตี๋ยว ขนมหวาน น้ำตาล แอลกอฮอล์], อาหารไขมัน [กะทิ นม เนย รถพยาบาลไขมันสัตว์ ข้าวขาหมู ข้าวมันไก่] เป็นต้น
      • และ รับประทานยาตามแพทย์สั่ง และพบแพทย์ตามนัด ทุก 3 หรือ 6 เดือน ตามที่แพทย์แจ้ง เพื่อปรับเปลี่ยนแนวทางการรักษาให้เหมาะสม
      • ปรึกษาแพทย์ต่อเนื่องเพื่อปรับเปลี่ยนการรักษาที่เหมาะสม และตรวจร่างกายเพื่อป้องกันโรคแทรกซ้อน เช่น ตา, ไต, หัวใจ, ระบบประสาท
    • หากในรายที่มีระดับน้ำตาลในเลือดสูงมาก เช่น มากกว่า 250 mg/dL (Diabetic Ketoacidosis; DKA) อาจแสดงอาการ ปัสสาวะบ่อย ปากแห้งผิวแห้ง เหนื่อยง่าย คลื่นไส้อาเจียนโดยเฉพาะการอาเจียนติดต่อกันมากกว่า 2 ชม. หรือปวดท้อง หายใจสั้นและถี่ กลิ่นลมหายใจเป็นผลไม้ (Fruity odor on breath)  สับสน และอาจหมดสติ ซึ่งอันตรายถึงชีวิตได้ การจัดการ
      • ให้รีบไปพบแพทย์โดยด่วนที่สุด


ข้อควรทราบ

  1. หากมีข้อสงสัย ควรปรึกษาแพทย์หรือเภสัชกร และสามารถอ่านข้อมูลเรื่องโรคเบาหวานเพิ่มเติมได้ทางเว็บไซด์ yaandyou นี้ที่ หัวข้อ “รอบรู้เรื่องโรค เบาหวาน”
  2. การตรวจวินิจฉัยโรคเบาหวานนั้น อาจจะตรวจด้วยการวัด Hb A1c (Hemoglobin A1c) เท่านั้นหรือ ร่วมกับการตรวจวัดระดับน้ำตาลในเลือดหลังอดอาหาร 8 ชั่วโมง (FBS) ก็ได้ขึ้นกับดุลพินิจจากแพทย์
  3. การตรวจระดับน้ำตาลในเลือดหลังอดอาหาร 8 ชั่วโมง (FBS) สามารถบ่งบอกถึงระดับน้ำตาลในช่วงขณะนั้น แต่ไม่สามารถประเมินผลการรักษาในช่วง 2-3 เดือนที่ผ่านมาได้ ดังนั้นอาจจะไม่ทราบถึงสภาวะของโรคในระยะยาวที่ผ่านมาของท่านที่ชัดเจนนัก ดังนั้นการตรวจ HbA1c ยังสำคัญกับผู้ป่วยเบาหวานเสมอ
  4. ภาวะระดับน้ำตาลในเลือดสูง และ ภาวะระดับน้ำตาลในเลือดต่ำ ซึ่งทั้งสองอาการนั้นหากรุนแรง ผู้ป่วยจะไม่สามารถรู้ตัวเองได้ หรือหมดสติ ดังนั้นนอกจากผู้ป่วยต้องทราบแล้ว ผู้ดูแลเป็นส่วนที่สำคัญที่ต้องทราบด้วยเช่นกัน เพื่อทำการดูแลจัดการได้ทันท่วงที


เอกสารอ้างอิง

  1. American Diabetes Association. Diagnosis and classification of diabetes mellitus. Diabetes Care 2012;35(Suppl 1):S64–S71.
  2. Hypoglycemia (Low blood glucose) and ketoacidosis. Living With Diabetes. American Diabetes Association?. 2012.
  3. Smeeks FC., Emergent Management of Acute Symptoms of Hypoglycemia. Medscape Reference Online. Jun 20, 2011. Available from http://emedicine.medscape.com/article/767359-overview#a1.
  4. Cryer PE., et al. Hypoglycemia in Diabetes. Diabetes Care 26:1902–1912, 2003. Available from http://care.diabetesjournals.org/content/26/6/1902.full.pdf.
  5. Cryer PE., ed al. Evaluation and Management of Adult Hypoglycemic Disorders: An Endocrine Society Clinical Practice Guideline. J Clin Endocrinol Metab, 2009, 94(3): 709-28. Available from http://www.endo-society.org/guidelines/final/upload/FINAL-Standalone-Hypo-Guideline.pdf.
  6. ประสาร เปรมะสกุล. Uric acid. ใน: คู่มือแปลผลตรวจเลือด เล่มแรก. พิมพ์ครั้งที่ 4. กรุงเทพ: อรุณการพิมพ์; 2553. หน้า 214.

 

เรียบเรียงโดย ภญ. สุพรรณิการ์ ประทีปจรัสแสง

บันทึก วันอาทิตย์ที่ 22 มกราคม 2012 เวลา 00:00 น.
แก้ไขล่าสุด ใน วันจันทร์ที่ 01 ตุลาคม 2012 เวลา 14:03 น.

ผู้สนับสนุน

ความพึงพอใจเว็บไซต์

 

ดัชนียา Rx Drug A-Z

      

     

    

   

   

 

ค้นหาบทความสุขภาพ

  


bottom

© สงวนลิขสิทธิ์ พ.ศ. 2553 โดยศูนย์เทคโนโลยีอิเล็กทรอนิกส์และคอมพิวเตอร์แห่งชาติ และ มูลนิธิเพื่อการวิจัยและพัฒนาระบบยา

ทรัพย์สินทางปัญญาบนเว็บไซต์นี้เป็นลิขสิทธิ์ของศูนย์เทคโนโลยีอิเล็กทรอนิกส์และคอมพิวเตอร์แห่งชาติ และมูลนิธิเพื่อการวิจัยและพัฒนาระบบยาโดยชอบธรรม ตามพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ 2537
การทำซ้ำ ลอกเลียน ดัดแปลง คัดลอก กระจายหรือจำหน่ายจ่ายแจก บางส่วนหรือทั้งหมดจากข้อมูล และเนื้อหาในเว็บไซต์นี้ โดยมิได้รับอนุญาตจากเจ้าของลิขสิทธิ์เป็นลายลักษณ์อักษร
ถือเป็นการกระทำอันผิดกฎหมายอันเป็นการละเมิด และผู้กระทำความผิดจะได้รับโทษตามที่กฎมายได้กำหนดไว้ 

เนื้อหาต่างๆในเว็บไซต์นี้ เป็นการให้ความรู้ทั่วไปเพื่อส่งเสริมการใช้ยาอย่างเหมาะสม มิได้มุ่งหมายสำหรับการใช้ยาในผู้ป่วยเฉพาะรายหรือการเจ็บป่วยเฉพาะกรณี
การใช้ยาในผู้ป่วยเฉพาะรายหรือเฉพาะโรค ควรปรึกษาแพทย์หรือเภสัชกร ข้อมูลนี้เป็นความรู้ที่รวบรวมจากแหล่งวิชาการทั้งในและต่างประเทศ
แต่ละประเทศอาจมีข้อกำหนดเฉพาะ สำหรับการขึ้นทะเบียนยาแตกต่างกัน ข้อมูลผลิตภัณฑ์ที่ขึ้นทะเบียนในประเทศไทย โปรดดูเอกสารกำกับยา